พิชิตโรคราน้ำค้างในเมล่อน แบบไม่ต้องใช้สารเคมี ได้ผลดี 100%

โรคราน้ำค้าง หรือที่เกษตรกรเรียกว่า “โรคใบลาย” เป็นโรคที่มีความสำคัญมากที่สุดโรคหนึ่งของเมล่อนและพืชวงศ์แตง ในประเทศไทยมีรายงานพบการระบาดของโรคนี้ในแหล่งปลูกพืชวงศ์แตงอยู่ทั่วโลก ในพื้นที่มีความชื้นและอุณหภูมิเหมาะต่อการเข้าทำลายของเชื้อรา โรคราน้ำค้างมักจะเกิดขึ้นในเขตอบอุ่นและเขตร้อนชื้นที่มีปริมาณน้ำฝนและน้ำค้าง กับระยะเวลาที่จะก่อให้เกิดการระบาดของโรคขึ้นได้ ถ้าหากไม่มีวิธีการควบคุมโรค จะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงกับเมล่อนและพืชวงศ์แตงชนิดอื่นๆ ทั้งในสภาพการปลูกในแปลง และในสภาพโรงเรือน 

          เมล่อน เป็นพืชที่มีความอ่อนแอต่อศัตรูพืช ทั้งโรคและแมลง ดังนั้นเราควรดูแลใส่ใจเป็นพิเศษ ตลอดฤดูปลูกจนกระทั้งเก็บเกี่ยว ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าพืชอื่น เราจึงได้ยกประเด็น โรคราน้ำค้างในเมล่อน มาหาสาเหตุการเกิดโรค และแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดแบบไม่ต้องใช้สารเคมี เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้เป็นหลักการในการแก้ปัญหาต่อไป จึงจะทำให้มีความคุ้มค่ากับการลงทุนของเกษตรกร

          โรคราน้ำค้าง (Downy mildew) เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อรา Pseudoperonospora cubensis สามารถเข้าทำลายได้เฉพาะในพืชวงศ์แตง โดยลักษณะอาการ จะเกิดเป็นปื้นเหลืองบนใบ ด้านหลังของใบอาจมองเห็นกลุ่มของเส้นใยหรือมองไม่เห็นด้วยตา จากนั้นปื้นสีเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล โดยเริ่มเปลี่ยนจากกลางแผลออกไป ถ้าเกิดโรคในระยะกำลังให้ผล จะทำให้ความหวานในเมล่อนลดลง    

 โรคราน้ำค้างมักจะเกิดขึ้นในเขตอบอุ่นและเขตร้อนชื้นที่มีปริมาณน้ำฝนและน้ำค้างกับระยะเวลาที่จะก่อให้เกิดการระบาดของโรคขึ้นได้ สภาพอากาศเหมาะต่อการเจริญของเชื้อคือ อุณหภูมิ 16-22 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูง หากเกษตรกรควบคุมการระบาดของโรคได้ไม่ดี จะส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคอย่างรวดเร็ว ทำให้ใบของเมล่อนแห้งและทำให้ต้นตาย ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงทั้งในสภาพการปลูกในแปลงเปิด และในสภาพโรงเรือน ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย และรายได้ของเกษตรกรลดลง ดังนั้นเกษตรกรต้องหาวิธีการป้องกันกำจัดโรคนี้อย่างถูกต้อง และถูกวิธี 

        แต่ทุกท่านไม่ต้องถึงกับกุมขมับเครียดจนเกินไป ทางเราได้มีวิธีพิชิตโรคราน้ำค้างแบบไม่ใช้สารเคมี มาช่วยแนะวิธีการป้องกันโรคราน้ำค้างในเมล่อน ซึ่งสามารถทำได้โดย 

1. เว้นระยะปลูกไม่ให้ชิดกันมาก เพื่อระบายความชื้น 

2. หากพบใบเป็นโรคให้เด็ดออก โดยระวังการปลิวของสปอร์เชื้อรา 

3. การรดน้ำเมล่อนจากส่วนบนของทรงพุ่มลงด้านล่างของลำต้น หรือ ที่เรียกกันว่า ล้างใบพืช ในช่วงเช้า ควบคู่ไปกับการให้น้ำ เพื่อเป็นการล้างน้ำค้างออกจากใบพืช โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น หรือ น้ำค้างลงจัด

 4. หลังล้างใบพืชแล้วควรฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ ในอัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นจากบนลงล่าง คลุมให้ทั่วทรงพุ่มของพืช ทุกๆ 7-10 วัน เพียงเท่านี้ก็ช่วยแก้ปัญหาโรคราน้ำค้างที่เข้ามารบกวนพืชปลูกได้แล้ว 

5. ใช้น้ำส้มควันไม้สลับกับใช้เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ เช่น บาซิลลัส ซับทิลิส อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นป้องกันเป็นระยะ หรือพ่นหลังจากเมื่อเด็ดใบที่เป็นโรคออกแล้วเพื่อป้องกันต้นอื่นติดโรค 

          ซึ่งเราการันตีว่าวิธีนี้ใช้กับเมล่อนแล้วได้ผลดีมาก เมื่อปฏิบัติเป็นประจำแล้วจะไม่มีปัญหาเรื่องโรคราน้ำค้างมารบกวนพืชปลูกได้อีกเลย ถ้าเกษตรกรทำการป้องกันกำจัดได้ถูกต้อง ถูกวิธี และใช้ตามอัตราที่แนะนำ ใช้ในเวลาที่เหมาะสม ก็จะสามารถพิชิตโรคราน้ำค้างแบบไม่ใช้สารเคมี ทำให้ลดต้นการผลิต แถมยังได้เพิ่มฐานกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อเมล่อนปลอดภัย ซึ่งกำลังเป็นกระแสของคนรักสุขภาพที่กำลังมองหาเมล่อนที่หอม หวาน อร่อย แถมยังปลอดภัยต่อการปริโภคพิชิต

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันอาชีพที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนมากขึ้น คือ อาชีพเกษตรกร เนื่องจากต้องการหนีความวุ่นวาย มลพิษในเมืองใหญ่ และความกดดันจากปัญหาต่างๆในการทำงาน รวมถึงอยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง วันนี้เราจะแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักเกษตรกรอายุน้อย คุณปิยะ กิจประสงค์ บ้านเลขที่ 73 ม.7 ต.ปลายนา อ.ศรีประจันต์ จ.สุพ
ดินลูกรัง (Skeletal soils)หมายถึง ดินที่พบชั้นลูกรัง ชั้นกรวด ชั้นเศษหิน หรือชั้นหินพื้นในระดับตื้นกว่า 50 เซนติเมตร จากผิวดิน เนื้อดินบนเป็นดินทรายปนดินร่วนถึงดินร่วนปนทราย อาจพบกรวด หินมนเล็ก หรือเศษหินปะปน จึงทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของพืช ดินลูกรังเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
การให้นํ้าแบบหยด (Drip or Trickle Irrigation) การให้นํ้าแบบหยด นับเป็นวิธีการให้นํ้าที่คิดค้นขึ้นมาหลังการให้นํ้าแบบอื่นๆ และกําลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ทั้งในเขตแห้งแล้งและเขตที่มีลักษณะดินเป็นดินทราย เพราะระบบการให้นํ้าแบบนี้มีการสูญเสียนํ้าน้อยมาก วิธีการให้นํ้าแบบหยดเป็นการให้นํ้าแก่พืชเป็นจุดๆ