เตือนภัยโรคพืช ที่มาในช่วงหน้าหนาว

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่จะเริ่มทำการเพาะปลูกพืชผัก เพราะในช่วงฤดูหนาวพืชผักจะงอกงามอย่างดี แต่อากาศที่หนาวเย็นบวกกับความแล้ง ที่มีหมอกในตอนเช้า แดดแรงในตอนกลางวัน อากาศเย็นในตอนกลางคืน ระวังโรคพืชที่จะตามมาแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว  ทำให้ผลผลิตน้อย โตช้า ร้ายแรงสุดถึงขั้น ผลผลิตจากลาไปโดยถาวร เรามาดูโรคพืชที่พบได้บ่อยที่สุดว่า  แต่ละโรคเกิดจากเชื้อชนิดไหน มีอาการ และเราควรป้องกันวิธีไหน

1. โรคราน้ำค้าง 

เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Pseudoperonospora cubensis

พบในกลุ่มพืชจำพวกแตง พืชในตระกูลผักกะหล่ำ 

ลักษณะอาการ มักพบอาการของโรคบนใบที่อยู่บริเวณด้านล่างของต้นก่อน แล้วขยายลุกลามไปยังใบที่อยู่ด้านบน อาการเริ่มแรก บนใบปรากฏแผลฉ่ำน้ำต่อมาแผลจะขยายตามกรอบของเส้นใบย่อย ทำให้เห็นแผลเป็นรูปเหลี่ยมเล็กๆ ต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แผลจะขยายติดต่อกันเป็นแผลขนาดใหญ่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ หากอาการรุนแรงจะ ทำให้ใบเหลืองและแห้งตายทั้งต้น พืชที่เป็นโรคจะติดผลน้อย ผลมีขนาดเล็ก คุณภาพของผลจะลดลง หากเป็นโรค ในระยะมีผลอ่อน จะทำให้ผลลีบเล็ก และบิดเบี้ยว

แนวทางการป้องกัน/แก้ไข

1. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีและปราศจากโรค 

2. ก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50 องศา เซลเซียส นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดด้วยสาร เมทาแลกซิล 35% DS อัตรา 7 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม 

3. ไม่ปลูกพืชแน่นเกินไป เพราะจะทำให้มีความชื้นสูง 

4. หมั่นกำจัดวัชพืช เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศใน แปลงได้ดี และทำลายแหล่งอาศัยของด้วงเต่าแตง 

5. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรค เริ่มระบาดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น                         ไดเมโทมอร์ฟ 50% WP อัตรา 20 – 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% WG อัตรา 50 – 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งบนใบและใต้ใบ ทุก 5 – 7 วัน 

2. โรคราแป้ง

เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Oidium sp. 

ลักษณะอาการ พบเชื้อราคล้ายผงแป้งสีขาวเกิดเป็นหย่อมๆ บนใบ มักพบที่ใบส่วนล่างของต้นก่อน        ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมอาการโรคจะกระจายทั่วทั้งใบ และลุกลามขึ้นไปยังใบส่วนบนของต้น ต่อมาใบค่อยๆ ซีดเหลืองและแห้ง ถ้าพืชเป็นโรคในระยะติดผลอ่อน จะทำให้ผลแกร็น บิดเบี้ยว ผิวขรุขระ เป็นตุ่ม หรือแผลที่เปลือก

แนวทางการป้องกัน/แก้ไข

1. หมั่นกำจัดวัชพืช เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศใน แปลงได้ดี 

2. ตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคเริ่มระบาด พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ทีบูโคนาโซล + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เพนทิโอไพแรด 20% SC อัตรา 5 – 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5 – 7 วัน

3. แปลงที่เป็นโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วควรเก็บซากพืชไปทำลายนอกแปลงปลูก

3.โรคใบจุดสีม่วง

พบในหอมหัวใหญ่, หอมแดง, กระเทียม

เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Alternaria porri

ลักษณะอาการ อาการเริ่มแรก พบจุดฉ่ำน้ำขนาดเล็ก ต่อมาแผลขยายออกตามความยาวของใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่ เนื้อเยื่อยุบตัว แผลสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลอมม่วง ตรงกลางซีดจางกว่าเล็กน้อย มีแถบสีขาวหรือสีเหลืองส้มล้อมรอบแผล ถ้าอากาศชื้นจะพบผงสปอร์สีดำของเชื้อราสาเหตุโรคบนแผล เมื่อมีหลายแผลขยายต่อกันจะทำให้ใบแห้ง ต้นโทรม หากเชื้อราเข้าทำลายที่ส่วนหัว จะทำให้หัวเน่าเก็บไว้ได้ไม่นาน

แนวทางการป้องกัน/แก้ไข

1. ก่อนปลูกควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูกหอมและกระเทียม โดยการใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์

2. ใช้หัวพันธุ์ที่ปราศจากโรค โดยแช่หัวพันธุ์หรือต้นกล้าก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไดฟีโนโคนาโซล 25% EC อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15 – 20 นาที

3. ตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไดฟีโนโคนาโซล 25% ECอัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หากโรคยังคงระบาดควรพ่นซ้ำ ทุก 5 – 7 วัน แต่ไม่ควรเกิน 4ครั้ง แล้วสลับพ่นด้วย แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 40 – 50 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค

4. โรคเน่าคอดิน

พบในต้นอ่อนของผัก ตระกูลกะหล่ำและผักกาด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ผักฮ่องเต้ กวางตุ้ง เป็นต้น

เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Pythium spp.

ลักษณะอาการ โรคเน่าคอดิน แบ่งออกเป็น 2 ขั้น คือ

1) ราเข้าทำลายเมล็ดหรือต้นกล้า ก่อนที่จะงอกพ้นดิน ทำให้เมล็ดไม่งอก หรือรากต้นอ่อนถูกทำลายทันที ทำให้ไม่มีใบเลี้ยงออกมา

2) ราเข้าทำลายส่วนราก ทำให้ต้นกล้าเหี่ยวทั้งต้นและหักล้มและตายก่อนจะแตกใบจริง 

แนวทางการป้องกัน/แก้ไข

1. ใช้ชีววิธี โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา โดยทำการคลุกกับเมล็ดหรือดิน หรือแช่เมล็ดและกิ่งพันธุ์ในอัตรา 200ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 2-10ชั่วโมง 

2. คลุกเมล็ดด้วยสารเคมีที่ฆ่าเชื้อรา (fungicide) ช่วยป้องกัน hypocotyls และradicle ที่งอกมาให้มีความต้านทานต่อรา ที่นิยมใช้คือ captan , dichlone และ thiram

3. ใช้สารเคมีพ่นต้นกล้าในระยะที่ปลูกใหม่ เช่น ziram , chloranil , captan ,soluble coppers ถ้าดินมีเชื้อมากและมีความชื้นสูง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันผลผลิตทางการเกษตรประสบปัญหาสารเคมีมีตกค้างจากการใช้สารเคมีในกำจัดวัชพืช ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพต่อผู้ปลูกรวมถึงผู้บริโภค แต่เกษตรกรหัวก้าวหน้าท่านนี้มีนามว่า นายเสน่ห์ พันธ์ภูมิ อายุ 56 ปี บ้านเลขที่ 146 ม.1 ต.ศรีวิลัย อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ได้รับเลือกให้เป็นปราชญ์พร
การบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร (Machinery pool model) ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง (เกษตรทิพย์)
กลุ่มเกษตรกรบ้านหนองสาหร่ายตั้งอยู่ที่ ต. หนองสาหร่าย อ. พนมทวน จ. กาญจนบุรี มีโดยมี คุณแรม เชียงกา ผอ.โรงเรียนชาวนาอัจฉริยะ ได้เล่าประวัติความเป็นมาของกลุ่มและความร่วมมือที่ได้ทำกับทาง ม.รังสิต กลุ่มเกษตรกรบ้านหนองสาหร่ายเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการกลุ่มและเคยผลิตข้าว ต้นทุนต่ำเป็น