การผลิตอ้อยอย่างยั่งยืน

วันนี้สยามคูโบต้า มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณวีนัด สำราญวงศ์ เกษตรกรดีเด่นระดับประเทศสาขาทำไร่ ที่มีการปลูกอ้อยแบบลดต้นทุน มีผลผลิตที่ดี และยังมีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งเพื่อสร้างเป็นอาชีพอย่างยั่งยืน ที่เกษตรกรรายอื่นสามารถปฏิบัติตามได้อย่างแน่นอน

เกษตรกรปลูกอ้อยในพื้นที่กว่า 200 ไร่ ที่ ต.หินโคก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่และกรรมการเกษตรกรชาวไร่อ้อย ที่ยึดอาชีพทำไร่อ้อย ด้วยวิธีการใช้ตออ้อยเดิมมากว่า 19 ปี จากการเป็นคนช่างสังเกต และมีการศึกษาและทดลองอยู่เสมอ โดยสังเกตว่าการเผาอ้อยแบบดั้งเดิมที่ผ่านมาทำให้อ้อยเจริญเติบโตไม่ดี ผลผลิตลดลงมาก ไว้ตอได้น้อย 2-3 ตอ ก็ต้องรื้อปลูกใหม่ ทำให้มีต้นทุนการเพาะปลูกสูง จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีใหม่ โดยไม่เผาอ้อย และใช้ใบอ้อยจากการตัดบำรุงดิน ซึ่งสังเกตเห็นจากอ้อยตอที่ 18 ยังคงมีผลผลิตสูงถึง 15 ตันต่อไร่ อีกทั้งการตัดอ้อยสด ยังได้เปอร์เซ็นต์บวกจากโรงงาน และช่วยลดมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม ใบอ้อยที่เหลือจากการตัดกลายเป็นปุ๋ยภายในแปลงได้อีกด้วย

แนวทางการเพาะปลูกอ้อยให้เป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืน

การปลูกอ้อยในระยะแรก ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จากต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากปฏิบัติตามวิธีปลูกโดยทั่วไป คือใส่ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดวัชพืชจำนวนมาก และเผาอ้อยก่อนการตัดส่งทุกครั้ง จากการลองผิดลองถูกและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจนสามารถหาวิธีการลดต้นทุน โดยการนำปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) มาละลายน้ำ เพื่อทำการฉีดพ่นลงใบอ้อยที่คลุมดินทันทีหลังเก็บเกี่ยว พบว่าใบอ้อยจะเปื่อยยุ่ยกลายเป็นปุ๋ยได้เร็ว จึงยึดวิธีการดังกล่าวในการทำอ้อยเรื่อยมา

ความสำเร็จของเกษตรกร เริ่มต้นจากการบริหารจัดการที่ดีดังนี้

  1. การเตรียมดินปลูกอ้อยใหม่ เริ่มจากกการไถระเบิดดินดานก่อนปลูก ทำให้เกิดการเปิดหน้าดินน้อยลดการสูญเสียความชื้น และเมื่อมีฝนจะทำให้น้ำไหลผ่านชั้นดินดานไปได้ดีช่วยให้ดินมีความชุ่มชื้นมากขึ้น
  2. พันธุ์อ้อย ใช้พันธุ์อ้อยตามคำแนะนำของหน่วยงานภาครัฐโดยเลือกใช้พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ และต้องเป็นพันธุ์ที่ปลอดโรค (ขอนแก่น3 สุพรรณบุรี80 LK11 KPX98-51 และ CSB06 เป็นต้น)
  3. การปลูก เน้นการปลูกอ้อยข้ามแล้ง เพื่อลดต้นทุนจึงใช้แทรกเตอร์ KUBOTA ต่อพ่วงเครื่องปลูกทำให้ประหยัดแรงงานมาก
  4. มีการบำรุงดินภายในไร่อ้อยของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ การไม่เผาไร่อ้อย ทำให้ใบอ้อยจากการตัดอ้อยสดมีการคลุมหนาทั่วแปลงรักษาความชื้นภายในดินได้ดี วัชพืชไม่สามารถขึ้นมาได้ และใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดิน โดยปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ ได้แก่ กากอ้อย และปุ๋ยจากโรงงานอ้อยที่มีโควต้าให้สมาชิก อีกทั้งมีการใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงตออ้อยเสริมเป็นบางครั้ง

การบำรุงตออ้อยที่ดี หลังจากที่เกษตรกรตัดอ้อยสดแล้วจะปล่อยใบอ้อยให้คลุมดิน แต่เนื่องจากเป็นอ้อยตอ ทำให้อ้อยที่คลุมดินหนามาก จึงคิดวิธีช่วยย่อยสลาย โดยนำปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ปริมาณ 20 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 200 ลิตร หมักในถังหมักระยะเวลา 7 วัน จากนั้นจึงทำการฉีดใบอ้อยที่คลุมดิน เพื่อให้ใบอ้อยย่อยสลายและเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่อ้อยตอได้ดี แต่ควรพ่นทันทีหลังทำการเก็บเกี่ยวอ้อย เนื่องจากใบอ้อยจะมีความชื้นสูง และมีน้ำตาลที่ตกค้างในยอดอ้อยที่ถูกตัด ทำให้ใบกรอบง่าย และจุลลินทรีย์ในดินเจริญได้ดีจากน้ำตาลที่ตกค้างอยู่

  1. การเก็บเกี่ยว เมื่ออ้อยมีอายุครบ 1 ปี ทำการเก็บเกี่ยวด้วยรถตัดอ้อย เพื่อประหยัดแรงงาน และไม่ต้องเผา อ้อย ทำให้ผลผลิตเฉลี่ยอ้อยของ คุณวีนัสอยู่ที่ 15-17 ตันต่อไร่ โดยต้นทุนปลูกอ้อยใหม่ปกติอยู่ประมาณ 6,000-6,500 บาท/ไร่ แต่อ้อยตอของใช้ทุนต่อปีเพียง 1,300 บาท/ไร่เท่านั้น นี่คือความสำเร็จจากการวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการที่ดี เป็นเกษตรกรที่ไม่หยุดทดลอง หาความรู้ใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพื่อชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

Tag:

บทความที่เกี่ยวข้อง

น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการชักนำให้เกิดชนิดวัชพืชต่าง ๆ ในนาข้าว เนื่องจากความชื้นในดินมีส่วนช่วยให้เมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชงอกได้ วัชพืชแต่ละชนิดต้องการความชื้นในการงอก ในระดับที่แตกต่างกันออกไป เช่น หญ้านกสีชมพู หนวดปลาดุก และกกทราย ต้องการความชื้นระดับดินหมาด (field capacity)
เป็นกระแสรุนแรง สำหรับค่าฝุ่นละอองของประเทศไทยในช่วงนี้ เราได้ยินคำว่า PM 2.5กันทุกวัน ทำให้คนไทยมีความตระหนักถึงอันตรายของฝุ่นละออง PM 2.5กันมากขึ้น ความหมายของ PM คือ Particulate Matter ฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบง่ายๆ คือมลพิษฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า
เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวเป็นแมลงจำพวกปากดูด ที่พบทำลายต้นข้าวในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ Nephotettix virescens (Distant) และ Nephotettix nigropictus stal