การปลูกและบริหารจัดการข้าวโพด 900 ไร่ แบบฉบับไร้ธิดาฟาร์ม

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศ ทั้งนี้ มีการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ภายในประเทศมากถึงร้อยละ 93.1 ของอาหารเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดภายในประเทศ ซึ่งจากปริมาณความต้องการดังกล่าวถือเป็นโอกาสอันดี ที่เกษตรกรของไทยจะพัฒนาการผลิตข้าวโพดให้มีคุณภาพ และปริมาณที่เพียงพอให้ใช้ภายในประเทศรวมถึงส่งออกอีกด้วย โดยคุณณรงค์ เยื้อกลาง อดีตคณะกรรมการส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเกษตรกรแนวคิดก้าวหน้าเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไร้ธิดาฟาร์ม ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแปลงที่ดี การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อลดต้นทุนค่าแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งส่งผลให้ได้ผลผลิตที่ดี

เกษตรกรแนวคิดก้าวหน้าท่านนี้ ทำการเพาะปลูกข้าวโพดมาแล้วกว่า 20 ปี โดยมีการปลูกข้าวโพดในแต่ละปีถึง 900 ไร่ และยังมีรายได้จากการทำฟาร์มโคนม 140 ตัว (แม่วัวให้นม 40 ตัว) เทคนิคในการเพาะปลูกของเกษตรกรอยู่ที่การบริหารจัดการแปลงที่ดี โดยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ในการเตรียมดิน เพาะปลูก กำจัดวัชพืช ตลอดจนขั้นตอนเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมดินที่ดี เพราะการเตรียมดินดีคือพื้นฐานของการผลิตที่สำคัญ โดยในพื้นที่ส่วนใหญ่ของคุณณรงค์ทำการเพาะปลูกข้าวโพดได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ด้วยข้อจำกัดของน้ำในพื้นที่เพาะปลูก แต่ก็ส่งผลให้ไม่มีการระบาดของโรคแมลง ซึ่งนอกจากการเตรียมพื้นที่ที่ดีแล้ว การเพาะปลูกให้ได้คุณภาพและปริมาณผลผลิตที่ดี สิ่งสำคัญอีกประการคือ การเลือกสายพันธุ์ที่ดี ซึ่งพันธุ์ที่เกษตรกรเลือกใช้ต้องเป็นพันธุ์ที่มีความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ มีอัตราการงอกสูง ทนต่อสภาพอากาศในพื้นที่ มีการเจริญเติบโตที่ดี และให้ผลผลิตต่อพื้นที่มาก จึงควรให้ความสำคัญในการเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่ง  ที่เชื่อถือได้ มีการรับรองมาตรฐาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักประกันความสำเร็จของผลผลิตจากการเริ่มต้นที่ดีอีกด้วย

ปฏิทินการปลูกข้าวโพด

ขั้นตอนการปลูกข้าวโพดแบบฉบับไร้ธิดาฟาร์ม

การเตรียมดิน เริ่มต้นจากการใส่ปุ๋ยคอก ซึ่งได้มาจากมูลวัวภายในฟาร์ม ใส่ในอัตรา 3 ตัน/ไร่ จากนั้นเริ่มไถบุกเบิก ระดับความลึกประมาณ 30 ซม. แล้วตากดินไว้ 7-14 วัน เพื่อกำจัดโรคและแมลง  อีกทั้งเป็นการหมักปุ๋ยคอกให้ย่อยสลาย หลังจากนั้นทำการไถพรวนอีก 1 ครั้ง และตากดินไว้ 7 วัน โดยจะเริ่มทำการปลูกในเดือน มิ.ย. ซึ่งตรงกับช่วงต้นฤดูฝน ในขั้นตอนการปลูกจะใช้เครื่องหยอดเมล็ดข้าวโพด ต่อพ่วงแทรกเตอร์ทำการหยอดหลุมละ 1 – 2 เมล็ด ความลึกในการหยอดเมล็ดข้าวโพด 2.5 – 3 นิ้ว โดยปริมาณเมล็ดที่ใช้ประมาณ 3.8 กก./ไร่โดยใส่ปุ๋ยรองพื้นรองก้นหลุม พร้อมการปลูก สูตร 15 – 15 -15 ในอัตรา 30 กก./ไร่ ซึ่งเป็นข้อดีของการใช้เครื่องหยอดที่สามารถหยอดเมล็ดและปุ๋ยได้ในขั้นตอนเดียว ทำให้สามารถทำงานเพียงคนเดียว โดยระยะการปลูกที่เหมาะสมที่ให้ผลผลิตสูงสุดควรมีระยะระหว่างต้น 15 ซม. ระหว่างแถว 70 ซม. (ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมต่อการใช้แทรกเตอร์ติดอุปกรณ์ต่อพ่วงกำจัดวัชพืชได้)เมื่อเมล็ดงอกประมาณ 10 วันหลังปลูก จึงทำการถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น จากนั้นช่วงเดือน ก.ค. หรือหลังจากหยอดเมล็ดได้ประมาณ 1 เดือน จึงเริ่มกำจัดวัชพืชครั้งแรกโดยใช้อุปกรณ์กำจัดวัชพืชพร้อมการใส่ปุ๋ยต่อพ่วงแทรกเตอร์เข้าทำงานโดยใช้ปุ๋ยสูตร 46 – 0 – 0 อัตรา 20 กก./ไร่ ทำให้ประหยัดแรงงานได้ถึง 4-8 เท่า (เมื่อเทียบกับแรงงานคน) หลังจากนั้น 1-2 เดือน ใช้แรงงานคนเข้ากำจัดวัชพืชครั้งที่ 2 (เพราะช่วงนี้ต้นข้าวโพดจะสูงเกินกว่าการเข้าทำงานของแทรกเตอร์) จากนั้นก็ดูแลตรวจแปลงเป็นระยะจนถึงประมาณเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศแห้ง ความชื้นในฝักข้าวโพดไม่เกิน 23 เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยรถเกี่ยวข้าวโพดได้

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรตั้งแต่ การเตรียมดิน การเพาะปลูก การกำจัดวัชพืช ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้เกษตรกรมีความสะดวกสบายในการปฏิบัติงานมากขึ้นมีต้นทุนแรงงานที่ต่ำลง และยังมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน จากการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ 900 ไร่ ของคุณณรงค์สามารถให้ผลผลิตได้ถึง 800 – 900 กก./ไร่ มีรายได้ต่อปีถึง 720,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นเกษตรกรตัวอย่างที่สามารถบริหารจัดการการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

บทความที่เกี่ยวข้อง

การระบาดของแมลงศัตรูอ้อยในช่วงเดือนต่างๆ ได้แก่ หนอนกอลายจุดเล็ก หนอนกอลายจุดใหญ่ หนอนกอลายใหญ่ หนอนกอลายแถบแดง หนอนกอสีชมพู หนอนกอสีขาว แมลงหวี่ขาวอ้อย เพลี้ยกระโดดอ้อย เพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นงวง เพลี้ยกระโดดดำ เพลี้ยหอยอ้อย เพลี้ยอ่อนสำลี เพลี้ยแป้งสีชมพู มวนอ้อย ไรแมงมุมอ้อย ด้วงหนวดยาวอ้อย แมลงนูนหลวง ปลวกอ้อย แมลงค่อมทอง ด้วงขี้ควาย ด้วงดำ ด้วงงวงอ้อย ตั๊กแตนไฮโรไกรฟัส ตั๊กแตนโลกัสต้า ตั๊กแตนปาทังก้า และหนอนบุ้ง
ประวัติ ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ในระหว่างปี พ.ศ.2549-2556 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท เพื่อให้ได้ข้าวโพดหวานลูกผสมที่มีผลผลิตสูง คุณภาพการบริโภคดี และต้านทานต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่ เกิดจากการผสมระหว่างสายพันธุ์แท้เบอร์ 75 กับสายพันธุ์แท้เบอร์ 66 ผ่านการประเมินผลผลิตพันธุ์ลูก
อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย โดยปัจจุบัน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โอกาสที่จะขยายตัวอีกมาก สืบเนื่องจากนโยบายการบริหารพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูก ไปสู่การเพาะปลูกอ้อยโรงงาน โดยเมื่อปี 59/60 ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยรวมทั้งประเทศกว่า 10 ล้านไร่