การดูดซับปุ๋ยทางใบของพืช

การดูดธาตุอาหารของพืช

พืชได้รับคาร์บอนและออกซิเจนจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยการสังเคราะห์แสงจากใบพืชและส่วนที่มีสีเขียว ส่วนธาตุอาหารพืชในรูปของไอออนพืชได้รับเช่นกัน การดูดธาตุอาหาร พืชโดยส่วนต่างๆของพืช ได้แก่ การดูดธาตุอาหารของพืชโดยใช้ส่วนต่างๆของพืช และ การดูดซับธาตุอาหารของพืชทางราก

สารอาหารสามารถเข้าสู่ใบของพืชผ่านทาง 3 ส่วนของใบ ดังต่อไปนี้

1. การแพร่ของสารละลายทางคิวติเคิล (Cuticle)

2. ดูดซึมผ่านทางปากใบ (Stomata)

3. ดูดซึมผ่านทาง Polar pores (Aquaporins)

ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารทางใบของพืช

1. ชนิดของปุ๋ย

ธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดสามารถดูดซับทางใบได้เร็ว-ช้า แตกต่างกัน เช่น ไนโตรเจนถูกดูดซับทางใบได้เร็วที่สุด รองลงมาคือ แมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียม เป็นต้น

2. รูปของปุ๋ย

ปุ๋ยที่มีคลอไรด์เป็นส่วนประกอบจะสามารถดูดซับทางใบได้เร็วกว่า คลอไรด์-ไนเตรท คีเลต ซัลเฟต

3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

3.1 อุณหภูมิ ขณะที่บรรยากาศมีอุณหภูมิสูง จะมีผลต่อการขยายขนาดของใบสูงขึ้น จึงมีการดูดใช้ธาตุอาหารเพิ่มขึ้น แต่ถ้าอุณหภูมิสูงเกินไปจะทําให้สารละลายของธาตุอาหารพืชบนใบแห้งเร็ว ซึ่งทําให้การดูดใช้ธาตุอาหารลดต่ำลง 

3.2 ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ จะมีผลต่อการระเหยของธาตุอาหารของธาตุอาหารที่ผิวใบพืชโดยถ้ามีความชื้นสัมพัทธ์สูง การระเหยของสารละลายจะช้ามากทําให้เกิดความแตกต่างระหว่างความเข้มข้นของสารละลายภายนอกและภายในใบน้อย ทำให้การเคลื่อนที่ของธาตุอาหารเข้าสู่ใบจะน้อยลงเช่นกัน 

3.3 อายุของใบพืช ใบที่มีอายุน้อยจะมีการสะสมของไขและผิวเคลือบยังไม่หนาเต็มที่ ธาตุ อาหารจึงเคลื่อนที่เข้าสู่ใบได้เร็วกว่าใบแก่ 

3.4 ลักษณะผิวใบ ผิวใบล่างของพืชส่วนใหญ่จะดูดธาตุอาหารได้มากกว่าผิวใบด้านบน เนื่องจากใบล่างมีจํานวนใบปากใบต่อพื้นที่มากกว่าผิวใบนน นอกจากนี้ผิวใบที่มีขนจะมีการดูดใช้ธาตุอาหารสูงกว่าผิวใบเรียบ

เทคนิคการให้ปุ๋ยหรืออาหารพืชทางใบ

1. ให้ได้เฉพาะปุ๋ยหรือสารอาหารที่สามารถให้ทางใบเท่านั้น เช่น ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยเกร็ด น้ำหมักชีวภาพ กรณีปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยแข็งไม่สามารถนำมาละลายน้ำเพื่อให้ทางใบได้

2. การแพร่ของปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงเวลาที่มีแสงแดด แต่ควรให้ปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบในช่วงที่มีแสงแดดอ่อนๆ เช่น ช่วงเช้า ช่วงเย็น และ หลังฝนตก หากเป็นช่วงที่แดดจัดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการไหม้ของใบ ส่วนในเวลากลางคืนนั้นพืชก็สามารถดูดซึมปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบได้เพียงแต่ประสิทธิภาพจะลดลงเป็นอย่างมาก

3. การฉีดพ่นเพื่อให้ปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบควรให้สัมผัสกับทุกส่วนของพืช โดยให้ทุกส่วนเปียกชุ่มให้นานที่สุด ควรให้น้ำกับพืชก่อนหรือหากฝนตกสามารถให้ปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบกับพืชหลังฝนตกทันทีเพื่อให้ใบนั้นเปียกนานที่สุดสามารถดูดซึมอาหารไปใช้ได้มาก หากใช้สารจับใบจะเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมได้มากขึ้น

ดังนั้นการให้ปุ๋ยทางใบ มีหลายปัจจัยที่มีผลต่อความเป็นประโยชน์ได้ของธาตุอาหารพืช จึงมีผลทําให้ปุ๋ยที่พืชได้รับจะมีปริมาณน้อย เปลืองแรงงาน หากใช้ไม่เหมาะสมจะไม่คุ้มค่า จึงควรเลือกใช้ปุ๋ยทางใบในพืชที่ตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยทางใบ หรือในการเสริมให้แก่พืชในช่วงที่เหมาะสมหรือการเร่งการเจริญเติบโตในบางกรณีเท่านั้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

สาเหตุ : เกิดจากเชื้อรา Cephalosporium, Fusarium และ Acremonium การระบาด 1. ทางท่อนพันธุ์ 2. เชื้อราอยู่ในดินและเศษซากจะเข้าทําลายอ้อย เมื่อปลูกพันธุ์ที่อ่อนแอ 3. โรคจะแพร่กระจายไปทางดินลม ฝน และน้ำชลประทาน ลักษณะอาการ อ้อยจะแสดงอาการใบเหลืองโทรม ต่อมาต้นจะแห้งตาย
ถั่วเขียวผิวดำ หรือ ถั่วแขก หรือถั่วเม็ดนุ่น เป็นชื่อเรียกที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ มีลักษณะต้น ใบ กิ่งก้าน ฝัก และเมล็ดใกล้เคียงกับถั่วเขียวธรรมดา ฝักอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสด ส่วนเปลือกถั่วและซากลำต้นใช้เป็นอาหารสัตว์ ยังสามารถปลูกไว้เพื่อใช้ทำปุ๋ยพืชสดได้ ปัจจุบันผลผลิตของถั่วเขียวผิวดำตลาดของ
ปัจจุบันการค้าข้าวอินทรีย์ยังมีปริมาณน้อยแต่แนวโน้มการบริโภคข้าวอินทรีย์มีมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคตระหนักถึงความปลอดภัยด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม การผลิตข้าวเพื่อการค้าโดยทั่วไปจะไม่มีการรับผิดชอบร่วมกัน ดังภาพที่ 1 ส่วนการผลิตข้าวอินทรีย์ เกษตรกรควรรวมตัวกันเพื่อวางระบบการผลิตและการตลาด ซึ่งจะส่งผล